MS : วันสอบสัมภาษณ์
posted on 06 Apr 2009 15:39 by rumpanrakIntro
วันสอบสัมภาษณ์...
วันที่รัม นางสาวปันรัก พันธนศิลป์
เตรียมคำสัมภาษณ์ต่างๆมาเป็นอย่างดี
ชนิดที่ว่าพร้อมจะเปิดสุนทรพจน์สุดซึ้งให้ครูที่สัมภาษณ์น้ำตาไหลได้เลยที
เดียว ไม่ว่าจะทำไมถึงอยากจะเข้าโรงเรียนนี้ โตขึ้นอยากเป็นอะไร
ถ้าเกิดเข้ามาเรียนแล้วมีปัญหาจะแก้ไขยังไง
แต่ว่าหลังจากได้รับแจกเอกสารรายละเอียดการสอบ
ความมั่นใจที่พกมาเต็มที่ก็แตกกระเจิง
ให้ไปสัมภาษณ์นักเรียนรุ่นพี่สองคน คุณครูหนึ่งคนและบุคลากรหนึ่งคน
วันสัมภาษณ์เขาต้องสัมภาษณ์นักเรียนไม่ใช่เหรอ!
รัมจ้องเจ้าเอกสารรายละเอียดการสอบนั่นเป็นรอบที่ห้า
อ่านทวนใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เธอไม่ได้อ่านผิด เขาให้ไปสัมภาษณ์คนอื่นจริงๆ
เด็กสาวรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นนิดๆเหมือนทุกทีที่เจอเหตุการณ์ที่ไม่
คาดคิด ใจเย็นไว้ปันรัก ถึงข้อสอบมันจะประหลาด แต่เธอก็ต้องทำได้
ไหนๆก็ถูกใจบรรยากาศร่มรื่น
รู้สึกดีที่จะไม่ต้องเดินทางไกลมากนักเพราะอยู่ห่างจากบ้านไปไม่ถึงสิบห้า
นาที และที่สำคัญที่สุด...
โรงเรียนนี้เก็บค่าเทอมต่ำที่สุดในบรรดาโรงเรียนทั้งหมดที่เลือกๆไว้ว่าจะไปสอบแล้วนี่
เอาน่ะ เป็นไงเป็นกัน
เด็กสาวคิดพลางเหลือบมองนักเรียนที่มาสมัครสอบคนอื่นๆที่ทยอยเดินออกจากห้อง
ประชุมใหญ่
คนมาสมัครเยอะไม่ใช่เล่น...อัตราสอบเข้าคงจะสูง...แต่แบบนี้สิถึงจะน่าสนุก
คิดได้แบบนั้นริมฝีปากบางขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างถูกใจ
แม้ว่าในสายตาคนอื่นมันจะดูเหมือนเธอพึ่งคิดแผนการชั่วร้ายอะไรซักอย่างขึ้น
มาได้ รัมรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นแรงขึ้น แต่ไม่ใช่เพราะความกังวลอีกต่อไป...
วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552
การสอบสัมภาษณ์นักเรียนรุ่นสองของโรงเรียนลูกบาศก์เริ่มขึ้นแล้ว
***
คุณแม่ชวนคุย
เพราะตื่นเต้น...ก็เลยเขียนอะไรแบบนี้ออกมา...เขียนตอนยังนึกไม่ออกว่าจะ สัมภาษณ์ใคร (ก่อนจะได้อ่าน "เกิดมาเพื่อเจอกัน"ของผอ.) และก็ความรู้สึกแรกตอนที่ได้อ่านข้อสอบค่ะ (ฮ่ะๆ)
***
เหยื่อรายที่ 1 "คุณครู"
ตอนที่เธอเห็นเขาครั้งแรก
รัมคิดว่าครูคนนี้เป็นพี่ชายของนักเรียนที่มาสมัครสอบกำลังนั่งรอน้องสาว
หรือน้องชายออกตามล่าสัมภาษณ์เหยื่อ
เด็กสาวเลยตั้งใจว่าจะเดินผ่านไปเงียบๆไม่ขัดจังหวะการนั่งเหม่อฟังเพลงของ
เขา แต่เสียงรองเท้านักเรียนที่เหยียบลงไปบนพื้นหญ้าคงจะทะลุหูฟัง ipod
นั่นได้ เพราะพี่ผมยาวคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอพอดี
รัมพยักหน้าให้แทนคำขอโทษที่รบกวน
แต่ยังไม่ทันที่คำที่ตั้งใจจะพูดจะหลุดออกจากปาก
เขาก็ถอดหูฟังออกแล้วก็เอ่ยทักทาย
"สวัสดีครับ"
"สวัสดีค่ะ" รัมเอ่ยทักทายตอบตามมารยาท
และทำท่าจะขยับตัวเดินออกไป เธอไม่ได้มีเวลาสำหรับบทสนทนากลางสวนแบบนี้
ตอนนี้เธอกำลังสอบแข่งขันอยู่และเป็นการแข่งขันที่เด็กสาวก็ไม่อยากแพ้ซะ
ด้วย
"ถ้าที่นี่ไม่สะดวก เราไปนั่งที่ศาลาก็ได้นะครับ" เขาเอ่ยขณะที่เก็บ ipod ใส่กระเป๋าเสื้อ
มันเป็นคำพูดที่ทำให้รัมชะงักเท้า ศาลา?
ทำไมเธอต้องเดินไปที่ศาลาด้วย แล้วทำไมเขาจะต้องลุกขึ้นยืนด้วยล่ะ
แต่เด็กสาวก็หายสงสัยทันทีจากประโยคต่อมาของพี่ชายคนนั้น
"จะได้จดได้สะดวกหน่อยนะครับ"
รัมรู้สึกเหมือนมีเสียงปิ๊งในหัว
ผู้ชายคนนี้เป็นคุณครูงั้นเหรอ! เธอมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
คุณพี่ชายผมยาว ท่าทางซีดๆ เหม่อๆ เซอร์ๆ (เอ๋อๆ) คนนี้เป็นคุณครู!
สงสัยโรงเรียนนี้จะต้องมีมาตรฐานการรับสมัครครูต่างจากโรงเรียนเก่าของเธอ
หลายขุมแหงๆ
เฮ้ยๆ ไม่ใช่เวลาจะมาคิดนอกเรื่องนะ สัมภาษณ์!
สัมภาษณ์ก่อน!
โชคดีขนาดไหนแล้วที่ได้สัมภาษณ์คนแรกทั้งๆที่พึ่งเดินออกจากหอประชุมมาแค่
แป๊บเดียว
เด็กสาวเรียกสติตัวเองกลับมาก่อนจะต่อบทสนทนาด้วยสีหน้านิ่งและน้ำเสียง
สุภาพ...เหมือนปกติ
"ไม่เป็นไรค่ะ นั่งตรงนี้ก็ได้"
เธอว่าพลางทรุดตัวลงวางกระเป๋านั่งพับเพียบเรียบร้อย
ทำให้เขาพลอยนั่งลงด้วย เด็กสาวหยิบสมุดดินสอออกจากกระเป๋าและแนะนำตัว
"หนูชื่อ ปันรัก พันธนศิลป์ค่ะ"
รัมยกมือไหว้และพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
เธอคิดมาอย่างดีว่าแนะนำตัวแค่ชื่อนี่แหละพอแล้ว
เรื่องประเภทมาจากโรงเรียนอะไรเดี๋ยวจะทำให้มีอคติกันและพลอยทำให้เธอเสีย
โอกาสไปเปล่าๆ เด็กสาวหยิบดินสอขึ้นมา เหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ
จำได้ว่าในเอกสารบอกไว้ว่าให้จดเวลาไว้ด้วย
เก้าโมงสิบสองนาทีเป็นเวลาที่เธอเริ่มจดชื่อคุณครูลงไปเมื่อเขาแนะนำตัว
"ครูชื่อวิรัล ศิลป์ดำรงวงศ์ เป็นครูสอนวิชาดนตรีครับ
จะเรียกชื่อเล่นครูก็ได้ ครูชื่อมิวครับ"
เขาแนะนำตัวโดยใช้สรรพนามแทนตัวว่าครู
...ก็ขอให้มันลางดีที่จะได้มาเป็นครูลูกศิษย์กันแล้วกันเถอะนะคะ รัมคิด
ครูดนตรีนี่เอง มิน่าถึงได้ดูสบายๆ
"ครูมิว...งั้นหนูขอเริ่มสัมภาษณ์นะคะ"
"ได้สิครับ" เขายิ้มและเป็นรอยยิ้มที่ทำให้รัมมือกระตุกไปชั่วครู่
ครูมิวนี่เวลายิ้มนี่ก็น่ารักจังแฮะ...เอ๊ย ไม่สิ
นี่เวลาสัมภาษณ์นะ สัมภาษณ์!...โอเค...เอาล่ะ...เอ่อ ครูดนตรีสินะ
งั้นก็ควรจะถามเรื่องเกี่ยวกับดนตรี...
ดนตรี...คำที่ทำให้รัมเม้มปากนิดๆ เธอมีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีกับดนตรีซักเท่าไหร่...แต่ก็เอาเถอะ เป็นไงเป็นกัน
"...ครูมิวชอบเครื่องดนตรีอะไรที่สุดเหรอคะ"
"ผมเอกเปียโนครับ"
นัยน์ตาสีน้ำตาลของรัมตวัดมองมือของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถามคำถามต่อไป...ด้วยน้ำเสียงที่แปร่งไปเล็กน้อย
"เอกเปียโนจากที่ไหนเหรอคะ"
"วิทยาลัยดนตรีที่อิตาลีน่ะครับ"
รัมพยักหน้าขณะเขียนข้อมูลลงในสมุด ลูกคนรวยสินะ เรียนที่อิตาลีซะด้วย..."ชอบนักดนตรีคนไหนเป็นพิเศษไหมคะ"
"เอ่อ...ถ้าเป็น Classic...ก็คง...Chopin ละมั้งครับ ส่วน Jazz ก็ Kenny G."
เอ่อ...ถ้าเป็น...ก็คง...ละมั้ง... รัมกระพริบตาเมื่อได้ยินคำตอบนั้น เธอรู้สึกว่า...
"ครูชอบ Jazz มากกว่าสินะคะ"
"ใช่แล้วครับ ผมค่อนข้างสนใจด้าน Jazz เป็นพิเศษ"
ว่าแล้ว เด็กสาวพยักหน้าพลางจดข้อมูลลงไปในสมุด Jazz เหรอ...ถ้านึกถึง Jazz ก็ต้องนึกถึง...
"แล้วครูเล่น saxophone เป็นรึเปล่าคะ"
"เอ่อ...ไม่เป็นหรอกครับ ก็พอจะสอนได้นะครับ"
อืม...ก็ว่าอยู่ว่าดูครูมิวตัวผอมๆแห้งๆแบบนี้ไม่น่าจะมีแรงเป่า saxophone ได้
"แล้วปันรักชอบเครื่องดนตรีอะไรบ้างรึเปล่าครับ"
เป็นคำถามที่ทำให้คนถูกถามเงียบไปพักใหญ่ๆ และเมื่อตอบคำถามน้ำเสียงของรัมก็มีความแข็งกระด้างต่างจากเดิม
"ที่โรงเรียนเก่าหนูเรียนระนาดกับเปียโนมาบ้าง...แต่..."
เด็กสาวเงียบไปอีก ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ "ตอนนี้ไม่ได้เล่นเปียโนแล้วค่ะ
เริ่มเรียนดนตรีตอนม.ต้นมันก็ช้าไปอยู่แล้ว..."
"ไม่หรอกครับ" ครูมิวเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ถ้าหากว่าจะมีใครซักคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะเล่นดนตรีเพียงเพราะเริ่มเล่น
ช้าไปแล้วละก็ เขาก็อยากจะแก้ไขความรู้สึกนั้น
"ผมยังเริ่มเรียนดนตรีตอนมัธยมปลายเลย ถ้าเราไม่ยอมแพ้
ไม่มีใครแก่เกินกว่าจะเล่นดนตรีหรอกนะครับ"
รัมยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก
แต่ไม่รู้ว่าทำไมชายหนุ่มไม่รู้สึกดีกับรอยยิ้มนั้นเลย
มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ครูมิวเริ่มสงสัยว่าเขาอาจจะพูดอะไรผิด ดูยิ้ม
เครียดๆยังไงชอบกล
คนยิ้มเครียดแอบแตะแผลเป็นที่แขนขวาของตัวเองเบาๆ...ครูคนนี้...ใจดี อ่อนโยน...
แล้วก็...ซื่อชะมัด...
ดูนิสัยเด็กๆผิดกับครูที่โรงเรียนเก่าลิบลับ
...ดูสิ...พอเธอเงียบปุ๊บก็ซึมแล้ว
สงสัยคงคิดว่าตัวเองพูดอะไรไม่ดีออกมาแหงๆ ดีจังแฮะ
ครูที่พยายามเข้าใจจิตใจเด็กแล้วก็เห็นใจเด็กแบบที่ไม่เคยเจอในโรงเรียนเก่า
...ไม่อยากจะให้ครูดีๆแบบนี้ต้องรู้สึกผิดหรือว่าเสียความมั่นใจเพราะเธอ
เลย....
ช่วยไม่ได้...อธิบายให้ฟังซักนิดหน่อยก็คงไม่เป็นไรละมั้ง...รัมคิดได้แบบ
นั้นก็เอามือจับแผลเป็นไว้ออก
จับอีกแล้ว...พอจะใจดีกับใครก็จะจับแผลทุกทีเลย เธอนี่ ไม่เอาน่ะ
ใจดีแค่นิดเดียว...ไม่เป็นไรหรอก
"...มือของหนู...มันไม่โตตามตัวเท่าไหร่น่ะค่ะครู"
รัมวางดินสอลงและยกมือของตัวเองให้ครูหนุ่มดู
ถ้าเทียบกับนิ้วที่เรียวยาวของครูมิวแล้ว
นิ้วของรัมยาวถึงแค่ข้อนิ้วข้อแรกเท่านั้น และถ้าวางลงบนคีย์เปียโน
ก็น่าจะกางได้แค่หนึ่ง octave ...เผลอๆจะไม่ถึงด้วยซ้ำ
"แต่ว่ามันก็มีเพลงหลายเพลงที่ไม่จำเป็นต้องกางนิ้ว..."
ยังไม่ทันที่ครูมิวจะทันพูดจบประโยค
เด็กสาวก็งอนิ้วที่มือขวาลง
เขาเห็นได้ชัดเลยว่านิ้วกลางและนิ้วนางของเธอกระตุก...
"ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบน่ะค่ะ เป็นตั้งแต่เด็กๆแล้ว..." เธอมองดูนิ้วของตัวเอง "ต้องผ่าตัดถึงจะหาย"
"ครับ" ครูมิวพยักหน้า เขารู้จักโรคนี้
มันเกิดจากการออกแรงนิ้วมากเกินไปจนเกิดการบาดเจ็บ
ทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วติดขัด เป็นฝันร้ายสำหรับนักดนตรีเลยทีเดียว
"แต่ว่าหนูเป็นแค่ระยะเริ่มแรกยังไม่ถึงระดับที่ต้องรักษา
ค่าผ่าตัดก็ไม่ใช่น้อยๆ และนิ้วกระตุกมันก็ไม่ได้มีผลต่อชีวิตประจำวัน"
รัมเอ่ยเสียงราบเรียบ เธอกำมือขวาและจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง
ภาพความทรงจำสมัยก่อนแล่นเข้ามา เพื่อนๆที่เล่นเปียโนเพลง Fur Elise ของ
Beethoven กันอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่เธอพึ่งหัดไล่โน้ต
คำปรามาสและสายตาดูถูกที่ทำให้ไม่อยากจะเล่นเปียโนอีก
จุดด่างพร้อย...ที่รัมไม่อยากจะพูดถึง "อีกอย่าง ถ้าต้องซ้อมเปียโนบ่อยๆ
หนูก็ไม่มีเวลาฝึกมวยน่ะสิคะ"
เด็กสาวเอ่ยเสียงหนักแน่นเพื่อย้ำให้ตัวเองฟังด้วย
"ที่สำคัญหนูไม่ได้ชอบเปียโนมากขนาดนั้น...น่ะค่ะ ขอโทษนะคะ"
คำพูดนั้นทำให้ครูมิวนิ่งไป และอาการนิ่งของเขาทำให้รัมรู้สึกผิดขึ้นมากะทันหัน นี่...เธอทำเขาเสียใจรึเปล่าเนี่ย
"ขอโทษนะครับที่ครูพูดอะไรไม่ดีออกมา
แต่ว่าครูไม่อยากให้ทิ้งดนตรีเลยนะครับ"
ครูมิวเอ่ยเสียงเบา...ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกอะไรก็ตามเถอะ
แต่ว่ามันก็ส่งผลชะงักกับรัมเลยทีเดียว
เด็กสาวเม้มปาก
สีหน้ายังเป็นปกติทุกประการแต่ในหัวแทบจะหมุนติ้ว บ้าเอ๊ย
ตอนนี้ครูมิวดูน่ารักเป็นบ้าเลย!!! เธอกรีดร้อง (ในใจ)
เวลาดวงตาเหม่อลอยของเขาฉายแววอบอุ่นปนขอร้องออกมาแล้วอย่างกับพระเอกหนัง
เกาหลีที่ยัยไวน์น้องสาวของเธอกรี๊ดกร๊าดอยู่ เหมือนเป๊ะๆ!
"ไม่...ไม่หรอกค่ะ"
เด็กสาวก้มหน้าลงพลางภาวนาขออย่าให้ครูมิวสังเกตเห็นอาการของเธอ
"หนูไม่ทิ้งหรอก...แล้วก็" รัมสูดหายใจเข้าลึกๆและกระแอมเพื่อระงับสติ
"ไม่ใช่ว่าทิ้งเปียโนแล้วจะทิ้งดนตรีนี่คะ หนูก็ยังฟังเพลง
ถ้าอยู่คนเดียวก็มีร้องบ้าง" เธอพยายามอธิบาย
แก้มสองข้างปรากฏสีชมพูอ่อนๆขึ้นจางๆ "ไม่ได้ทิ้งหรอกนะคะ"
"ขอบคุณครับ"
ครูมิวยิ้มให้กับคำอธิบายและการแสดงอารมณ์เป็นครั้งแรกของเด็กสาว
ท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนนั่นบอกเขาว่าเธอพูดจริงเรื่องที่ไม่ได้ทิ้งดนตรี
"ถ้าอย่างนั้น...ลองเล่นพวก percussion ดูนะครับ
ไหนๆก็มีพื้นฐานจากระนาดมาอยู่แล้ว แล้วก็เหมือนคีย์เปียโนด้วย"
คำพูดของครูมิวทำให้ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นดูอ่อนโยนลงมาก
"ถ้าบรรเลงออกมาได้ จะ timpani, snare drum, marimba, vibraphone หรือว่า
xylophone ก็ได้ทั้งนั้นล่ะค่ะ"
"ยินดีครับ" ครูมิวยิ้มที่มุมปาก
ปันรักที่รู้จักเครื่องดนตรี percussion เยอะขนาดนี้
ทั้งที่คนไทยหลายคนไม่ค่อยสนใจเครื่องดนตรีคลาสสิคประเภทตีเท่าไหร่
แสดงว่าเธอก็พอสนใจดนตรีอยู่จริงๆ
"อันที่จริง...ก็มีนักเรียนม.5ปีนี้อยู่คนที่เคยเล่นเปียโนแล้วก็เล่นไม่
ได้... ครูก็ให้ฝึก xylophone อยู่เหมือนกัน"
"เป็นแบบนี้เหมือนกันเหรอคะ"
"ครับ ขยับนิ้วกลางได้ไม่ถนัด ก็เลยเล่นเปียโนได้ไม่ค่อยดีเหมือนเดิม"
โห...แย่จังแฮะ...เล่นเปียโนได้ไม่ค่อยดีเหมือนเดิม...แบบนี้หมายความว่าเคย
เล่นดีมาก่อนสินะ...คนที่สามารถที่จะ "บรรเลง" ได้
แล้วอยู่ๆก็ทำไม่ได้ละก็ คงจะเสียใจมากเลยนะนั่น
แต่...ครูมิวก็ให้ฝึก xylophone...รัมกระพริบตา เธอจำความรู้สึกพ่ายแพ้ตอนที่ตัดใจจากเปียโนได้ดี มันเป็นจุดด่างพร้อยที่ทำให้แทบไม่อยากจะฟังเสียงเปียโนอีก เวลาเห็นแกรนด์เปียโนหรืออัพไรท์ (เปียโนที่เรียงสายในแนวดิ่ง มีลักษณะเป็นตู้) แล้วเดินเข้าไปกดก็รู้สึกเหมือนกำลังทำความผิด...
แต่ครูไม่อยากให้ทิ้งดนตรีเลยนะครับ
เสียงของครูมิวเมื่อครู่ดังก้องขึ้นมาในหัว...
ตัดสินใจได้แล้ว...
"...ขอโทษนะครับ ครูทำนอกเรื่องระหว่างสัมภาษณ์ซะได้" คุณครูหนุ่มเอ่ยขอโทษเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพาออกนอกเรื่องเสียจนคนตรง หน้านิ่งเงียบ
"ไม่หรอกค่ะ
หนูต่างหากเล่าเรื่องอะไรก็ไม่รู้ให้ฟังตั้งเยอะแยะ" รัมปฏิเสธพัลวัน
แล้วก็หยิบสมุดดินสอขึ้นมาใหม่ เด็กสาวกระแอม
ดวงตาสีน้ำตาลและน้ำเสียงของเธอกลับไปราบเรียบเอาการเอางานอีกแล้ว
"งั้นก็...หนูขอถามอีกซัก..." เด็กสาวชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือ
เก้าโมงสามสิบห้านาที เวลายังพอเหลืออยู่ "...สามข้อแล้วกันนะคะ" "ข้อแรก
วิชาดนตรีของครูมิวเป็นวิชาเลือกใช่ไหมคะ
คือหนูอยากรู้ว่าเรียนวันไหนน่ะค่ะ"
เห็นได้ชัดว่าเป็นคำถามที่ครูมิวไม่ได้คิดว่าจะได้ยิน
เพราะเขามีสีหน้างงอยู่พักหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นความดีใจ "วันศุกร์
คาบสุดท้ายครับ"
"วันศุกร์คาบสุดท้ายนะคะ"
รัมก้มหน้ามากกว่าปกติขณะจดมันลงไปในสมุด "งั้นข้อต่อมาก็..."
เด็กสาวเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดออกมาโดยไม่ได้สบตาเขา
"ถึงจะบอกว่าเล่นได้ทุกอย่าง
แต่ว่า...ถ้าเกิดว่าหนูได้เข้าเรียนที่นี่จริงๆละก็...หนูจะขอเล่น
vibraphone ได้ไหมคะ"
ขอโทษนะคะครูมิว...ถึงจะบอกว่าเล่นอะไรก็ได้ แต่เสียงของ xylophone มันตุ๊งติ๊งตุ้งติ้งไปหน่อยน่ะค่ะ
"ได้สิครับ
ครูดีใจซะอีกนะครับที่ปันรักจะกลับมาเล่นดนตรี" ครูมิวตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ
vibraphone เป็นเครื่องดนตรีแบบเดียวกับ xylophone แต่ว่าทุ้มกว่าเล็กน้อย
ที่สำคัญ vibraphone สามารถนำมาฟอร์มกับวง Jazz ได้อีกด้วย
"งั้นก็...ข้อสุดท้ายนะคะ"
"ครับเชิญเลยครับ" ครูมิวพยักหน้า
แต่ว่ารัมกลับปิดสมุดจดซะเฉยๆ แถมยังเก็บดินสอใส่กระเป๋าซะอีก เธอลุกขึ้น
มือกำหูกระเป๋าแน่น หน้าตาเคร่งเครียดจนเกือบจะน่ากลัว
ตัดสินใจแล้ว...
คนๆนี้น่าจะไว้ใจได้
น่าจะบอกได้...
ความลับที่เธอไม่กล้าบอกใคร...
"ครูมิวคะ" เด็กสาวเอ่ยเสียงเข้ม
"ถ้าเกิดว่า...ถ้าหนูเข้าโรงเรียนนี้ได้จริงๆละก็..." รัมหลบตาลง
แต่ก็ฝืนมองหน้าเขาใหม่ แก้มสองข้างเปลี่ยนเป็นสีชมพู
"ครู...ช่วยสอนหนูร้องเพลงได้ไหมคะ"
"ร้องเพลงเหรอครับ" ครูมิวทวนคำ "เอ่อ..."
"คือว่า...หนูร้องเพลงห่วยแตกมากเลยน่ะค่ะ
แค่เริ่มประโยคแรกคนที่บ้านก็ทนกันไม่ได้แล้ว
หนูไม่กล้าร้องให้คนอื่นฟังด้วย แต่หนูก็อยากจะร้องเพลงเป็นจริงๆนะคะ
อยู่ที่ไหนก็จะ...บรรเลงไปด้วยกันได้" รัมพูดเร็วปรื๊อ หน้าตาแดงก่ำ
ท่าทางว่าเรื่องการร้องเพลงนี่จะเป็นสิ่งที่เธอเก็บกดเอาไว้มานานแล้ว
"ขอร้องเถอะค่ะครู หนูอยากร้องเพลงได้ดีๆบ้าง นะคะ"
"จริงๆแล้ว
เรื่องร้องเพลงผมไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่หรอกนะครับ" ครูมิวตอบ
ก่อนจะรีบเสริมเร็วๆเพราะกลัวว่าเด็กสาวจะเสียใจ "แต่ว่าถ้าเป็นเรื่อง
Voice train เบื้องต้นละก็ได้นะครับ
แล้วก็มีนักเรียนที่ร้องเพลงเก่งอยู่หลายคนที่เรียนดนตรีด้วย น่าจะช่วยได้"
"...ค่ะ..." รัมรับคำ
เธอดูหอบนิดๆเพราะระเบิดอารมณ์ออกมาในทีเดียว
เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึกๆและยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ "ขอบคุณมากนะคะ ครูมิว
หนูอยากจะถามครูเท่านี้ล่ะค่ะ" สีหน้าและน้ำเสียงของเธอกลับไปสงบอีกแล้ว
เป็นเด็กที่แปลกดีจริงๆเดี๋ยวก็สงบ เดี๋ยวก็ตื่นเต้น
"ครับ ถ้าโชคดีละก็ ครูหวังว่าจะได้เจอกันอีกในคาบวิชาดนตรีนะครับ"
คำพูดนั้นทำให้รัมยิ้มนิดๆที่มุมปากและการยิ้มครั้งนี้ไม่ได้ทำให้บรรยากาศ
รอบๆตัวดูน่ากลัวขึ้น ไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกหนาว
และในครั้งนี้ดวงตาของเธอก็ยิ้มด้วยเหมือนกัน...
"ถ้าโชคดี...ครูรอเจอหนูตอนวันศุกร์คาบสุดท้ายได้เลยค่ะ"
เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆเป็นเอกลักษณ์ของเธอ
แต่หูของนักดนตรีที่แยกแยะเสียงต่างๆได้ดีกว่าคนทั่วไปของครูมิวรู้สึกได้
ความสดใสและความมั่นใจที่แฝงเอาไว้ชัดเจนทีเดียว
แบบนี้สิดีกว่าเสียงเครียดๆเข้มๆแบบเดิมตั้งเยอะ
"ครับ ก็ขอให้โชคดีนะครับ"
คุณครูวิรัลอวยพรทิ้งท้ายพร้อมกับรอยยิ้ม แต่ว่าเมื่อเขากำลังจะหยิบหู ฟัง
ipod ขึ้นมาเสียบและรัมกำลังจะเดินจากไปนั้น เอง
จู่ๆเด็กสาวก็ชะงักฝีเท้าแล้วก็หันกลับมาด้วยสีหน้าเรียบ...เข้มและดูโหดๆ
ผิดกับเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วลิบลับ
"ครูมิวคะ ยังไงก็ตาม...เรื่องนี้ ห้ามบอกใครเด็ดขาดนะคะ"
****************************************************
คุณแม่ชวนคุย (ใจคอจะคุยมันทุกๆอันเลยสินะ)
...(ไม่ได้คุยไร้สาระนะยะ) แค่จะบอกว่าโรคปลอกหุ้มเอ็นอักเสบนี้เกิดจากการใช้แรงนิ้วมือมากเกินไป โดยเฉพาะการหิ้วถุงพลาสติกหนักๆ ต้องผ่าตัดถึงจะหาย เพราะฉะนั้นคนที่ชอบใช้แรงนิ้วเกินเหตุก็อยากเตือนให้ระวังๆ ด้วยนะคะ...ไนล์เป็นเพราะหัดขี่จักรยานมือเดียว (หัดหักโหมไปหน่อย เช้าจรดเย็นหลายวัน) เพราะถ้าเป็นหนักขึ้นอาจมีอาการบวม ปวด(มากๆ) มีผลต่อการเคลื่อนไหวของนิ้วและอาจจะทำให้นิ้วล็อค ขยับนิ้วไม่ได้้ค่ะ (แต่ทั้งไนล์และยัยรัมเป็นมาตั้งแต่เด็ก แต่เป็นแค่ผิวเผินและยังไม่ถึงระดับที่อันตรายจนต้องทำการรักษาก็เลยปล่อย ไว้ค่ะ)
พยายามแสดงความปรารถนาดีเรียกคะแนน (กร๊าก)
*****************************************************
เหยื่อรายที่ 2 "นักเรียนรุ่นแรก" (ชาย)
ตามปกติรัมไม่ชอบไปแย่งของๆใคร ไม่ชอบแย่งของกับใคร
(นอกจากของลดราคา) ไม่ชอบทำตัวเป็นจุดเด่น
แล้วก็ไม่ชอบไปกระดี้กระด้าทำตัวเป็นแฟนคลับใครด้วย
(แม้ว่าเธอจะแอบปลื้มๆดาราเกาหลีในซีรีส์ที่น้องสาวดูอยู่
แต่แน่นอน...ปลื้มแบบไม่แสดงออก)
แต่ว่าเมื่อเท้าพาเธอเดินออกจากสวนกลางไปแปลงเกษตร
เด็กสาวก็เห็นนักเรียนชายคนหนึ่งยืนอยู่
โชคดีแฮะ ถ้าสัมภาษณ์คนที่สองได้ก่อนเที่ยง
ตอนบ่ายจะได้ไม่ต้องรีบมาก
ตอนนี้ที่Bootsกำลังมีโปรโมชั่นลดราคาอยู่ซะด้วย จำได้ว่าโลชั่นก็หมดพอดี
น่าจะแวะไปดูได้ก่อนไปซื้อของทำกับข้าว...
แต่แล้วความคิดของรัมก็ต้องสะดุดลง
เมื่อจู่ๆผู้สมัครสอบคนหนึ่ง
(เธอเดาจากชุดนักเรียนม.ต้นที่เด็กคนนั้นใส่อยู่)
ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ชิงเดินตัดหน้าเข้าไปหาพี่ผู้ชายคนนั้นก่อน
โธ่เอ๊ย รัมอุทานในใจ โดนตัดหน้าซะได้ แย่ชะมัด
เธอปรายตามองเด็กผู้หญิงคนนั้นอย่างโมโหนิดๆ ช่วยไม่ได้
แต่ถ้าวันนี้เธอไม่ได้ทาโลชั่นละก็ จะจำไว้เลยนะว่าเป็นความผิดยัยนี่
แต่แล้วรัมก็ต้องประหลาดใจ
เมื่อเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นเดินผละออกจากรุ่นพี่ผุ้ชายที่สัมภาษณ์อย่างรวด
เร็ว เฮ้ย นอกจากเดินเร็วแล้วยังพูดเร็วด้วยเหรอ
อะไรมันจะสัมภาษณ์ไฮสปีดขนาดนั้นเนี่ย นี่ยังไม่ถึงห้า...ไม่สิ
ไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำมั้ง เธอมองดูเด็กผู้หญิงคนนั้นจ้ำอ้าวจากไป
เร็วยิ่งกว่าตอนเดินตัดหน้าเธอซะอีก
รัมหันกลับไปมองพี่ผู้ชายที่ตอนนี้กลับมา "ว่าง"
อีกครั้งอย่างงงๆ เขาหยิบกระดาษอะไรบางอย่างขึ้นมาดู
แล้วก็เอาปากกาแดงเขียนขยุกขยุยอะไรลงไปใหญ่
ท่าทางดูเหมือนโมโหอะไรอยู่ด้วย
...ก็...ไม่ได้จะอะไรหรอกนะ...แต่...หรือว่าตานี่เขาจะไม่ยอมให้สัมภาษณ์รึ
ไง จะบ้าเหรอ นี่มันอนาคตของนักเรียนที่มาเข้าสอบนะ
ถึงจะมีหลายคนที่ไปสอบไว้หลายๆที่
แต่ว่าก็มีอีกหลายคนที่ถ้าไม่ได้เข้าที่นี่อาจจะต้องไปเข้าโรงเรียนที่ไม่
ค่อยดีเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแพงๆก็ได้นะ
และด้วยความโมโหจนลืมนึกไปว่า
สิ่งที่เธอกำลังจะทำต่อไปก็เป็นอนาคตของตัวเองที่มาเข้าสอบที่นี่เหมือนกัน
รัมก็กระชับกระเป๋าในมือ
นาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลา สิบโมงเป๊ะ ตอนที่เธอเดินเข้าไปหาพี่นักเรียนรุ่นแรกคนนั้น
"สวัสดีค่ะ"
เขาเงยหน้าขึ้นมา แต่ไม่ได้ตอบคำทักทายของรัม ตาเรียวดูขวางๆ หน้าตาก็หาเรื่องทำเอาเด็กสาวเผลอใจเต้นไปครู่หนึ่ง
นี่เธอเดินเข้ามาคุยกับคนติดยารึเปล่านะ...(ตกใจชั่วขณะ)
บ้า ไม่หรอก โรงเรียนนี้จะมีคนติดยาได้ยังไง ...ไอ้ท่าทางแบบนี้
หน้าบูดไม่รับแขกแบบนี้ ...คงเป็น...สันดานมากกว่า
อืม...สันดาน...สินะ เธอชอบฉะกับคนสันดานแบบนี้ซะด้วยสิ
"ขออนุญาตสัมภาษณ์จะได้ไหมคะ" รัมเอ่ยเสียงเรียบ
หัวคิ้วที่ขมวดอยู่แล้วขยับเข้าหากันมากขึ้น
ขณะที่ริมฝีปากบ่นพึมพำคำที่รัมได้ยินชัดเจน "มาอีกแล้วเรอะ"
เออ...เหรอะ อะไรมันจะห้วนได้ขนาดนี้
นายหัวเกรียนนี่คิดว่าคนอื่นเขาอยากสัมภาษณ์ตัวเองมากนักสิ (จริงๆคือใช่)
เอาเหอะ รัมสูดหายใจเข้าและหยิบสมุดกับดินสอขึ้นมา เอาน่ะ มารยาท มารยาท
แนะนำตัวก่อน
"หนูชื่อปันรัก พันธนศิลป์ค่ะ ชื่อเล่นชื่อรัม"
รัมพูดแม้จะพยายามให้มันฟังดูสุภาพที่สุด แต่ก็ยังไม่วายฟังดูดุอยู่ดี
"
แล้วไง" คุณพี่เอียงคอนิดๆและเลิกคิ้วหน่อยๆ แบบที่คนอยู่ห่างไปสามเมตรก็ยังตีความได้ว่าทำหน้ากวนประสาทอยู่ "จำได้ว่าไม่ได้ถาม"
ป๊อก! เสียงไส้ดินสอในมือของรัมหัก เด็กสาวเม้มปากขณะใช้ยางลบลบมันออก
"ก็ไม่ได้อยากจะบอกค่ะ พอดีมันเป็นมารยาท"
"เธอ!"
"รัมค่ะ" เด็กสาวเงยหน้าขึ้นยิ้มหวาน
ยิ้มแบบที่น้องๆเห็นปุ๊บจะกลัวกันหัวหด ยิ้มแบบที่ใช้หาเรื่องชาวบ้าน
ยิ้มแบบที่หุบกลับเป็นหน้าเรียบเฉยได้ในเสี้ยววินาที
"แต่พี่ยังไม่ได้บอกชื่อหนูเลย แบบนี้หนูเอาไปเขียนรายงานไม่ได้นะคะ"
รัมมองดูตาเรียวสีน้ำตาลคู่นั้นเป็นประกายวาบ
สนุกเป็นบ้าเลย! แม้ว่าตัวเธอเองก็โมโหอยู่เหมือนกัน
แต่เด็กสาวรู้ดีว่าในสถานการณ์แบบนี้
ใครคุมสติได้มากกว่า ชนะ
"นิมมาน ศาสตราวัฒน์" ในที่สุดเขายอมบอกชื่อออกมาจนได้...ด้วยท่าทางไม่พอใจนัก
"ขอชื่อเล่นด้วยค่ะ"
"ต้องใช้ด้วยรึไง"
"ใช้สิคะ ไม่อย่างงั้นหนูไม่ถามหรอกค่ะ"
เด็กสาวโกหกด้วยเสียงจริงจัง
อันที่จริงไม่ได้มีส่วนไหนในเอกสารบอกว่าต้องถามชื่อและจริงๆแล้วเธอก็ไม่
ได้อยากรู้ด้วย
แค่อยากถามกวนประสาทไปงั้น...
"แล้วถ้าฉันไม่อยากบอกล่ะ"
โอ๊ย พ่อทูลกระหม่อม
อะไรมันจะหวงความเป็นส่วนตัวขนาดนั้นกันคะ รัมแขวะในใจ
มิน่าละคนเมื่อกี้ถึงได้เปิดแนบ แต่ไม่เป็นไร
เธอก็พอเตรียมๆไว้อยู่แล้วว่าถ้าพี่หัวเกรียนนี่มาไม้นี้แล้วจะทำยังไงต่อ
"หนูก็จะเขียนชื่อพี่ลงไปว่า พี่นิมมาน ศาสตราวัฒน์
ไม่มีชื่อเล่นค่ะ พี่นิมมาน"
รัมพูดเสียงราบเรียบแล้วก็ชิงยิงคำถามแรกใส่โดยไม่ปล่อยโอกาสให้รุ่นพี่ได้
อุทธรณ์ "คำถามแรกเลยแล้วกันนะคะ พี่นิมมาน" รัมกระแอมหนึ่งที
"จุดอ่อนของพี่คืออะไรคะ"
ถ้าหากหัวคิ้วของพี่นิมมานไม่เคยสัมผัสกันมาก่อน มันก็คงได้ลองสัมผัสกันเป็นครั้งแรกแล้วจากคำถามนี้
"งี่เง่า"
รัมพยักหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ
ทั้งที่อยากจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ
เธอรู้จุดประสงค์ที่เขาพูดคำนั้น แต่ว่านะ...แกล้งทำเป็นโง่ได้
ถือเป็นข้อได้เปรียบของมนุษย์เพศหญิงค่า พี่นิมมาน
"จุดอ่อนของพี่นิมมานคืองี่เง่าสินะคะ
ขอบคุณมากค่ะที่ตอบตรงๆ" รัมก้มหน้าลงทำเป็นเขียนลงสมุดอย่างตั้งอกตั้งใจ
ทั้งที่จริงๆไม่ได้เขียนอะไรลงไปเลยซักคำ
"เธอ!" เขาอ้าปากแล้วก็ค้างไปชั่วครู่ อ่าฮ่า พูดไม่ออกละซี่
เด็กหนุ่มค้างอยู่อย่างนั้นอีกซักสามวินาทีก่อนจะรู้ตัวว่าควรจะตอบโต้
"นี่มันจะมากไปแล้วนะ" พี่นิมมานพูดด้วยเสียงดุ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์คุได้ที่
แต่ไม่ใช่กับรัม
ผู้ซึ่งพอเตรียมตัวเตรียมใจแล้วก็ไม่กลัวอะไรอีกบนโลกนี้นอกจากผึ้งและผี
เด็กสาวหน้านิ่งเฉย ไร้อารมณ์ ตาคู่โตจ้องเขานิ่ง
แม้ในตอนที่โดนด่าอยู่ก็ตาม
"คำถามบ้าอะไรของเธอ"
รัมยังคงนิ่ง เธอรู้ตัวว่าไม่ใช่เวลาจะทำกวนประสาทแล้ว เขาโมโห "ถึงขั้น" พอดีแล้วด้วย หมดเวลาเล่น...
...จบเกมเลยดีกว่า
คิดได้แบบนั้นเด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียง
เอาการเอางาน
"ไม่บ้านะคะ
หนูตั้งใจถามจริงๆและถ้าพี่นิมมานตั้งใจจะตอบจริงๆมันก็คงมีประโยชน์มากเลย
ด้วย หนูจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน" รัมนิ่งไปนิดเพื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ
"ในการทำให้พี่ยอมฟังหนู ยอมตอบคำถามหนูดีๆ
จะได้ไม่เสียเวลากันแล้วก็ไม่เสียอารมณ์กันแบบนี้ด้วย
หนูขอพูดตรงๆแบบนี้ล่ะ เข้าใจไหมคะ พี่นิมมาน"
เด็กสาวจบประโยค ดวงตายังคงจ้องมองเขานิ่ง
ไม่กระพริบ นี่ล่ะวินาทีตัดสิน
ถ้าหากคุณพี่ยังคิดจะงี่เง่าต่อหลังจากโดนคุณน้องเทศน์ไปหนึ่งรอบแล้ว
หมายความว่าพี่นิมมานอะไรนี่เตรียมหลุดออกจากสารบบชีวิตเธอได้และเย็นนี้คง
ไม่ได้ไปซื้อโลชั่นลดราคาแน่ๆ
ความเงียบปรากฏอยู่ครู่หนึ่ง จนรัมเริ่มจะใจเสีย
(ว่าอดซื้อโลชั่นแหงๆ) พี่นิมมานก็ทำเสียงฮึดฮัดก่อนจะนั่งลงกับพื้นแรงๆ
เขาหันหน้ามองไปทางอื่นขณะพูดด้วยเสียงโกรธๆ
"จะถามอะไรก็ถาม แต่ถามให้ดีนะ ไม่งั้นมีเรื่อง"
รัมเกือบจะหลุดยิ้มออกไปแล้วตอนที่ได้ยินแบบนั้น
เด็กสาวรีบนั่งลงและหยิบสมุดดินสอขึ้นมา
เธอตื่นเต้นซะจนไม่ได้วางกระเป๋าที่คล้องอยู่บนแขนด้วยซ้ำ
"เหลือเวลาอีกสิบห้านาที
หนูจะรีบถามแล้วก็จะรีบไสหัวไปนะคะ พี่นิมมาน" รัมยิ้มนิดๆ
ขณะที่คนเป็นพี่เหลือบตามองด้วยสีหน้าหมั่นไส้
"อืม"
"ข้อแรก คนที่สนิทที่สุดของพี่เป็นคนแบบไหนคะ พี่นิมมาน"
เรื่องเพื่อนนี่แหละเล่นง่าย ยังไงก็น่าจะตอบกันได้ละนะ
เขานิ่งไปเล็กน้อยและตอบออกมาตรงๆ "เป็นคนขี้ขลาด"
หา?
รัมพยายามไม่แสดงท่าทางประหลาดใจออกไปและพยายามเพ่งสมาธิกับดินสอในมือ
เธอไม่คิดมาก่อนว่าคนที่สนิทที่สุดกับคุณพี่อารมณ์ร้อนคนนี้จะเป็นคนขี้ขลาด
นะเนี่ย
"เป็นไอ้งี่เง่าที่ไม่กล้าสู้คนอื่น ดีแต่หนี
บ่อน้ำตาตื้น เอะอะก็ร้องไห้ ไม่รับผิดชอบ ขี้เกียจ โง่ เพ้อ ปัญญาอ่อน"
เด็กสาวจดตามยิกๆ
นึกไม่ออกเลยว่าคนประเภทนี้จะเป็นเพื่อนกับพี่นิมมานแกได้ยังไง
แต่คิดๆดู...ก็พอเข้าใจได้...ความสัมพันธ์แบบปกป้องละมั้ง...
รัมพยักหน้าเมื่อเขียนจนจบ เด็กสาวเงยหน้าขึ้น "ค่ะ งั้นก็ข้อต่อ....."
แล้วคำพูดที่กำลังจะตามมาก็หายลงคอไป
เมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่หน้าดุๆของพี่นิมมาน
แต่กลับเป็นแมงมุมสีน้ำเงินวาวสดใสที่ชักใยลงมาหยุดที่ตรงหน้าเธอพอดิบพอดี
ห่างออกไปแค่ราวๆสิบเซนติเมตร
รัมรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกดับสูญลงไปในวินาทีนั้นเอง
เมื่อลมเจ้ากรรมก็ดันพัดจนเจ้าแมงมุมไหวตัวไปมาพลางขยับขาสีน้ำเงินของมันทำ
ท่าเหมือนจะ"ร่อน"ใส่หน้าของเธอ ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้าง
อ้าปากค้างและไม่ได้ยินเสียงพี่นิมมานที่เตือนให้อยู่นิ่งๆเลยแม้แต่นิด
เดียว
ผัวะ!
เสียงกระเป๋าในมือที่ฟาดใส่สิ่งมีชีวิตตรงหน้าดังลั่น คงเป็นเพราะความกลัว
ถึงได้รู้สึกว่ามันดังขนาดนั้น
จะว่าไปเวลาตกใจรัมก็มักจะหลับหูหลับตาคว้าของใกล้มือฟาดอยู่แล้ว
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องๆอดกินไข่เจียวที่พึ่งทำเสร็จใหม่ๆ
เพราะดันมีตัวต่อหลุดเข้ามาในครัว
แล้วเธอก็เอากระทะที่มีไข่ร้อนๆฟาดมันบี้แบนติดกับกำแพง
ตอนนั้นก็เสียงดังสนั่นหวั่นไหวแบบนี้นั่นแหละ
เพียงแต่ตอนนั้น...เธอฟาดต่อกระแทกกับกำแพง
แต่ตอนนี้...เธอพึ่งฟาดหน้าพี่นิมมานหงายหลังโดยที่เจ้าแมงมุมกระโดดหลบออก
ไปอย่างสวยงาม
"พี่นิมมาน!!!"
รัมกรี๊ดหลังจากเห็นว่าเขาล้มลงไปนอนนับดาว ปกติเธอก็มือหนักอยู่แล้ว
ยิ่งตอนที่สติแตกยิ่งหนักกว่าปกติหลายเท่า
เด็กสาวคลานไปข้างๆเขาและก็ต้องตกใจกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าคุณพี่หน้าโหดแกสลบ
เหมือด เลือดกำเดาไหลอีกต่างหาก
"เฮ้ย พี่! พี่! พี่นิมมาน"
รัมเขย่าตัวพี่นิมมานอย่างขวัญเสีย
อย่าบอกนะว่าโดนฟาดทีเดียวนี่ถึงฆาตเลยน่ะ เฮ้ย ตื่นขึ้นมาด่ากันหน่อยซี่
เด็กสาวเช็คชีพจรและการหายใจตามที่เคยเรียนในวิชายุวกาชาด
เดชะบุญที่ทั้งสองอย่างปกติ โอเค...ใจเย็นไว้รัม...ใจเย็น
แค่สลบ...แค่สลบเท่านั้นเอง...
"อ๊ายยย พี่นิมมานนนน
ตัวก็ใหญ่อย่าโดนผู้หญิงตบทีเดียวสลบแบบนี้ซี่!"
เสียงโวยวายดังลั่นบ่งบอกว่าความพยายามจะทำใจเย็นของรัมไม่สัมฤทธิ์ผล
วิชายุวกาชาดในหัวเริ่มหลุดลอย
ถึงจะพอจำได้ลางๆว่าเขาห้ามเคลื่อนย้ายคนสลบ
แต่ในตอนนี้เด็กสาวกลับคว้าคอเสื้อคุณพี่ขึ้นมาเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน
"พี่นิมมานนนน ตื่นได้แล้ววววว โอ๊ย! ถ้าไม่ตื่นหนูจะต่อยพี่อีกหมัดละนะ!"
"อืม..." ในที่สุดพี่นิมมานท่านก็ฟื้นจากนิทรา ก่อนที่รัมจะลองต่อยเขาดูอีกซักทีไปนิดเดียว
เคยมีคนพูดไว้ว่าคนเราสามารถดีใจจนร้องไห้ได้และเมื่อเห็นเหยื่อลูกตบของ เธอลืมตาตื่นขึ้น รัมก็เชื่อคำพูดนั้นทันที
"พี่นิมมาน" เด็กสาวพูดได้แค่นั้นก็เม้มปากกลืนความรู้สึกนั้นลงคอไป ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยต่อยใครมาก่อน ส่งคนเข้าโรงพยาบาลก็เคยทำมาแล้ว แต่ว่ารัมไม่เคยทำร้ายคนที่เธอคิดว่าไม่มีความผิด ยิ่งเขาสลบเหมือดไปแบบนี้เด็กสาวยิ่งผวาใหญ่ ในกระเป๋าเธอมันกระเป๋าเปล่าๆซะที่ไหน ทั้งสมุด กล่องดินสอ หนังสือการ์ตูน กระเป๋าสตางค์และที่สำคัญ...กล่องข้าวกลางวันสแตนเลสแท้ตรานกนางนวล ไอ้นี่ แหงๆที่ทำให้พี่แกถึงกับเลือดกำเดาไหล
"ไม่เป็นไรนะคะ พี่นิมมาน" เธอพูดหงอๆ ตอนนี้ต่อให้พี่แกจะตีเธอกลับรัมก็คิดว่าจะไม่ปัดป้องแม้แต่นิดเดียว
"อ่า...ครับ ไม่เป็นไรครับ" เขาพุดพลางยกมือขึ้นแตะจมูก
ท่าทางยังดูมึนๆอยู่
เด็กสาวรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าตัวเองส่งให้และชี้ให้รุ่นพี่เช็ดเลือดกำเดา
"หนูขอโทษจริงๆนะคะ หนูไม่ได้ตั้งใจ คือ...หนูตกใจจริงๆะ
แล้วก็...แมงมุมตัวนั้นมันตัวใหญ่มาก...แล้วหนูก็..." รัมก้มหน้า
"...หนูก็...กลัวแมงมุมจริงๆ...น่ะค่ะ"
"ตัวนั้นเหรอครับ"
ขาดคำรัมก็หันควับไปตามทิศทางที่พี่นิมมานชี้แล้วก็โล่งอกขึ้นมานิดหน่อย
ที่เจ้าแมงมุมยักษ์สีน้ำเงินนั่นกำลังวิ่งหนีไปทิศทางตรงกันข้ามกับที่ทั้ง
สองนั่งอยู่
ไม่อย่างนั้นคงได้มีเรื่องสนุกผ่านกล่องวงจรปิดให้ผอ.ได้ขำกันอีกแน่ๆ
"ไม่ใช่แมงมุมหรอกครับ บึ้งต่างหาก น่าจะเป็นบึ้งน้ำเงิน"
เด็กหนุ่มพูดขณะพยายามเช็ดเลือดที่จมูก "ดีแล้วที่ไม่โดนมันกัดเอา
เพราะบึ้งน้ำเงินมีพิษอยู่พอควรทีเดียวนะครับ
น่าเสียดายที่ไม่ได้เอากล้องมาด้วย..."
ประโยคสุดท้ายเหมือนพี่นิมมานจะพูดกับตัวเอง
รัมพยักหน้ารับ แต่แล้วก็ต้องชะงัก
เดี๋ยวก่อน...เหมือนมีอะไรแปลกๆแฮะ...
"พี่นิมมานคะ"
"เรียกพี่กี้ก็ได้ครับ"
"..."
แม่เจ้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เธอต้องตบเขาจนสติแตกสมองฟั่นเฟือนแน่ๆ...ใช่...ต้องใช่แน่ๆ
ไอ้หัวเกรียนตาขวางที่เธอเถียงกับเขาจะเป็นตายเมื่อตะกี้ไม่มีทางพูด
"ครับ" หรือบอกว่า "เรียกพี่กี้ก็ได้ครับ" แน่ๆ...
แต่ว่าท่ามกลางความตกใจ รัมก็รู้สึกเหมือนตัวเองพึ่งกำจัดคนชั่วไปได้หนึ่งคนยังไงไม่รู้
บ้า! นี่เธอพึ่งทำร้ายคนไม่มีความผิดนะ ทำร้ายคนบริสุทธิ์นะ!
ยังไงก็เป็นความผิด!ถึงลูกตบของเธอสามารถเปลี่ยนคนปากหมา
ขี้โวยวายให้กลายเป็นหนุ่มน้อยแสนสุภาพได้ มันก็ยังเป็นความผิดอยู่ดี
"พี่นิม...เอ่อ...พี่กี้ไม่เป็นไรแล้วนะคะ?"
พี่นิมมาน(ที่บัดนี้บอกให้เรียกว่าพี่กี้)พยักหน้าและยิ้มให้ "ไม่เป็นไรแล้วจริงๆครับ นี่เลือดก็หยุดไหลแล้วด้วยนะ"
อ๊าก นอกจากจะสุภาพขึ้นสามล้านเท่ายังน่ารักขึ้นอีกหลายล้านเลยด้วย นี่เธอควรจะดีใจหรือว่าเสียใจกันแน่วะเนี่ย!
"อ่า...งั้น...หนูขอ...ผ้าเช็ดหน้าคืน...นะคะ" รัมพูดตะกุกตะกัก
"เดี๋ยวพี่ซักมาให้ดีกว่าครับ เลอะหมดแล้ว" เด็กหนุ่มพูดอย่างนุ่มนวล
เป็นคำพูดสุภาพที่ทำให้รัมอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ
"ไม่เป็นไรค่ะ...เผื่อ...จะไม่ได้เจอกันอีก..."
เด็กสาวยื่นมือออกไปรับผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดผืนนั้นคืน
ซึ่งพอเขาจะไม่ให้เธอก็ส่งสายตาขอร้องออกไป
ผ้าเช็ดหน้าสีเหลืองก็ถูกวางลงบนมือเล็กอย่างแผ่วเบา...
นี่ มัน ผิด ปกติ ขั้น เทพ เลย นะ เนี่ย
"ทำไมถึงบอกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกละครับ พี่ว่าน้องทำได้อยู่แล้วนะ"
"ทำได้อะไรกันคะ"
รัมรู้สึกสลดหดหู่หนักและคราวนี้เธอไม่พยายามจะปิดมันไว้ด้วย
การทำร้ายผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บหนักขนาดนี้สะเทือนอารมณ์มากเกินไปแล้ว
"พี่พูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่คะ
หนูพึ่งทำร้ายนักเรียนที่ต้องสัมภาษณ์ในระหว่างสอบเลยนะคะ"
เด็กสาวพูดอย่างหงอๆ
แถมยังทำพี่นิมมานแกประสาทกลับกลายเป็นคุณชายใจดี
ถึงมันจะสร้างความสงบสุขแก่โลกได้ แต่พ่อแม่พี่เขาคงไม่สงบแหงๆ
รัมต่อให้ในใจ
"ถ้าน้องกังวลมาก พี่จะไปคุยกับผ.อ.ให้นะครับ"
"พี่พูดจริงๆนะครับ" พี่กี้
(ต่อไปนี้จะเรียกพี่แสนสุภาพคนนี้ว่าพี่กี้แล้วกัน) พูดอย่างอ่อนโยน
เมื่อเห็นว่าหน้าของรัมยังดูแย่ๆอยู่
"หรือว่าจะไปหาผ.อ.เดี๋ยวนี้ด้วยกันเลย"
"โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" รัมห้าม "ถ้าพี่จะไปไหนจริงๆ...หนูว่าพี่กี้ไป...เช็คสมองก่อนดีกว่าค่ะ"
คำพูดนี้ทำให้พี่กี้ชะงัก ก่อนจะหัวเราะออกมา
รัมมองดูภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาด ปนๆกันระหว่างรู้สึกผิดรุนแรงกับขบขัน
"พี่ก็เป็นแบบนี้แหละครับ อย่าคิดมากๆ" เขาเอามือแตะๆที่ไหล่ของเด็กสาวเป็นเชิงให้กำลังใจ "นะครับ"
รัมหน้าแดงขึ้นด้วยความรู้สึกสับสนมากมาย
เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี
ตาเรียวสีน้ำตาลคู่นั้นเหมือนจะส่งกระแสบอกให้ทำตามยังไงไม่รู้
สุดท้ายก็เลยจำใจต้องพยักหน้ารับ
"โอเคแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นน้องไปสัมภาษณ์คนอื่นต่อดีกว่าไหม"
"อ่า...เอ่อ...ค่ะ" เด็กสาวตอบรับงงๆ
แล้วก็หยิบสมุดและดินสออย่างว่าง่าย "เอ๊ย เดี๋ยวก่อนค่ะ พี่นิมมาน...เอ๊ย
พี่กี้"
"ครับ" เขาตอบรับตาใสแป๊ว แบบที่ทำให้รัมรู้สึกหัวใจกระตุกไปวูบหนึ่ง
"เอ้อ...หนูขอสัมภาษณ์พี่คำถามสุดท้ายนะคะ พี่กี้"
เธอรู้สึกว่าคำพูดแต่ละคำผ่านออกไปจากปากได้อย่างยากยิ่ง
"คือ...พี่ช่วยบอกหนูได้ไหมคะว่า...คนที่สนิทที่สุดของพี่เป็นคนแบบไหนน่ะ
ค่ะ"
"คนที่สนิทที่สุดเหรอครับ" พี่กี้นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เป็นคนดุ พูดจาตรงไปตรงมา ขี้หงุดหงิด
โผงผาง ชอบหาเรื่องคนอื่น"
นัยน์ตาเรียวของเด็กหนุ่มเป็นประกายอย่างอ่อนโยน "แต่ก็ปากร้ายใจดี ขี้อาย
แล้วก็จริงใจครับ"
"ค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ พี่กี้" รัมยกมือไหว้เขา "อย่าลืม...ไปหาหมอนะคะ" เด็กสาวเน้นย้ำอีกที
"ครับ เวลามาเรียนก็อย่าลืมทักพี่บ้างนะครับ" พี่กี้ยิ้มให้อย่างอบอุ่นและโบกมือบ๊ายบาย
การสัมภาษณ์ครั้งนี้จบลงอย่างงงๆ ความรู้สึกตอนเดินเข้าไปกับเดินออกมาช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ระฆังแข่งขันตีหมดเวลา รอบนี้เธอแพ้อย่างหมดรูป หมดหนทางจะตอบโต้เลยทีเดียว
**********************************
**********************************
เหยื่อรายที่ 3 (บุคลากร)
พี่นิมมานหายไปไหนแล้วนะ
รัมคิดในใจหลังจากลองเดินวนหาดูอยู่แถวๆแปลงเกษตร
เธอกะว่าจะแอบวนกลับมาสังเกตเขาต่ออีกซักหน่อย
แต่พอไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหารเสร็จ
(ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่าเหมือนกล่องข้าวมันจะบุบไปนิดนึง)
เด็กสาวก็ไม่พบร่างสูงๆเจ้าของทรงผม (เกือบ) เกรียนนั่นแล้ว
หรือว่าจะไปห้องพยาบาล
แต่เธอก็ยังไม่รู้ซะด้วยสิว่าห้องพยาบาลมันอยู่ที่ไหน แย่ชะมัด
แต่ว่า...นี่ก็เที่ยงครึ่งแล้ว
ต่อให้เป็นคนปกติที่ไม่ได้โดนตีสลบก็คงจะไปหาข้าวกินกันแล้วล่ะ
เอ...แล้วเธอจะเดินไปไหนดีหว่า...
รัมคิดพลางหยิบเอกสารแนะนำสถานที่ต่างๆในโรงเรียนที่มีแจกนักเรียน ก็สมควรอยู่ โรงเรียนออกจะใหญ่ขนาดนี้...
มีศาลาริมทะเลด้วยเหรอ ดีจังแฮะ
โรงเรียนเก่าของรัมอยู่ติดแม่น้ำก็จริง
แต่ส่วนที่ติดแม่น้ำทั้งหมดกลับล้อมรั้วซะสูงทั่วหัว
ลมซักนิดก็ผ่านเข้ามาไม่ได้ ทำแบบนั้นทำไมก็ไม่รู้ วิวริมน้ำออกจะสวยจะตาย
ว่าแล้วก็หมุนตัวเลี้ยวขวาเตรียมเดินไปทางศาลาริมทะเล
ขอเดินย่อยข้าวหน่อยแล้วกัน...ถ้าโชคดีศาลาริมน้ำอาจจะมีพี่นักเรียนหญิง
อยู่ด้วยก็ได้...ส่วนเรื่องบุคลากรค่อยถามจากพี่ผู้หญิงคนนั้นเอา
โรงเรียนออกจะใหญ่ขนาดนี้มีบุคลากรอยู่ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้
อืม...แล้วจะถามคำถามอะไรพี่นักเรียนหญิงดีนะ...
"ขอโทษครับ"
ทันใดนั้นเสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ทำให้ความคิดของรัมต้องสะดุด
เด็กสาวหยุดยืนที่หน้าโรงอาหารและหันกลับมา
สิ่งแรกที่เข้าสู่ประสาทสัมผัสทั้งห้าคือกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่ลอยมาตามลม...
รัมหันไปมองบุคคลที่ขัดจังหวะการเดินของเธอแล้วก็อึ้งไปชั่วครู่...จะว่ายัง
ไงดี...สำหรับเด็กหญิงที่โตมาในโรงเรียนหญิงล้วน
(นักเรียนทุกคนไว้ผมสีดำถักเปียสองข้างตลอดเวลา)
ผู้ชายที่ไฮไลท์ผมสีแดงรอบหน้าผากสวมเสื้อสีม่วงแถมยังมีกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ
แบบนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่คุณครูย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยและก็
ไม่มีทางที่จะปล่อยเข้ามาในโรงเรียนเป็นอันขาด
เพราะฉะนั้นสำหรับรัมแล้ว
บุคคลตรงหน้าผู้นี้จึงเป็นสิ่งมีชีวิตแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
"สวัสดีครับ" เขาทักพร้อมกับส่งยิ้มให้
"สวัสดีค่ะ"
"เอ่อ...ถ้าพี่จะขอรบกวนเวลาซักนิดได้ไหมครับ นิดเดียว"
"ทำไมเหรอคะ" รัมถามอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
เธอกำลังอยู่ในการสอบ การกระทำรบกวนเวลานิดๆยังพอไหว
แต่้ถ้าให้ทำอะไรนานๆละก็คงต้องขอตัว
"พี่จะขอถ่ายรูปน้องหน่อยได้ไหมครับ คือพี่เป็นช่างกล้องของโรงเรียนกำลังเก็บภาพบรรยากาศการสอบสัมภาษณ์อยู่น่ะครับ"
โอ้โห โรงเรียนมีช่างกล้องประจำซะด้วยเหรอเนี่ย อะไรจะไฮโซขนาดนั้น
แต่เอ๊ะ ถ้าเป็นช่างกล้องละก็...
"ช่างกล้องนี่นับเป็นบุคลากรโรงเรียนด้วยใช่ไหมคะ"
"ใช่ครับ"
เจ๋ง! ถ้าแบบนี้ละก็ค่อยคุยด้วยง่ายหน่อย
ไม่ต้องเสียเวลาเดินหา ตอนเย็นจะได้มีเวลาไปเดินดูของที่bootsมากขึ้น...
รัมคิดในใจ ก่อนจะเริ่มบทสนทนาต่อ...ด้วยท่าทีเป็นมิตรกว่าเดิม
"งั้น...ก่อนจะถ่าย
หนูจะขอสัมภาษณ์พี่ซักครึ่งชั่วโมงได้ไหมคะ
หนูไม่รู้ว่าจะหาบุคลากรโรงเรียนคนอื่นยังไงด้วย"
ว่าพลางคว้าสมุดกับดินสอออกจากกระเป๋าแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองเขาตาแป๋ว
เป็นทั้งการขอร้องและบังคับกลายๆ
"ได้สิครับ" ชายหนุ่มตอบตกลงพลางยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี "งั้นเราเดินคุยกันไปเรื่อยๆวนรอบตึกเรียนซักรอบแล้วกันนะครับ"
"ค่ะ" รัมรับคำแล้วทั้งคู่ก็เริ่มเดินไปด้วยกัน
ดูเป็นคนสนุกสนานดีจังนะ เด็กสาวคิดในใจ ถึงจะดู...แปลกๆซักหน่อยก็เถอะ
เครากับผมโดดเด้ง เด่นจริงๆ เคยเห็นแต่พวกดาราต่างประเทศไว้
แต่ก็เข้ากับหน้าพี่เขาดีเหมือนกัน
"งั้นหนูแนะนำตัวก่อนนะคะ หนูชื่อปันรัก พันธนศิลป์ ชื่อเล่นชื่อรัมค่ะ" รัมเริ่มแนะนำตัวสั้นๆเหมือนทุกที
"พี่ชื่อปพนสรรค์ครับ ปพนสรรค์ ป.ปลา พ.พาน น.หนู ส.เสือ
ร.หัน ค.ควายการันต์ นามสกุลก็ นารยวงศ์ครับ
น้องรัมเรียกพี่ว่าพี่พุดก็ได้"
เขาสะกดชื่อให้ฟังเมื่อเห็นว่าเธอเขียนชื่อของเขาลงสมุดอย่างลังเล
"...ปะ...พน...สัน...เหรอคะ" รัมขมวดคิ้วนิดๆ
ชื่อพี่พุดคนนี้แปลกและวิธีสะกดก็แปลกดีด้วย
ว่าแล้วเธอก็เลยได้คำถามสัมภาษณ์ข้อแรกมา "ชื่อพี่พุดแปลว่าอะไรเหรอคะ"
"อืม..." พี่พุดนิ่งคิด "พี่จำไม่ได้แล้วล่ะครับ แต่ว่าสรรค์ น่าจะมาจากสร้างสรรค์นะครับ"
รัมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"แล้วชื่อน้องรัมละครับ"
"ปันรัก...จากงานน่ะค่ะ"
รัมหัวเราะหึๆนึกถึงเหตุผลที่เธอชื่อนี้ทีไรก็อดขำตัวเองไม่ได้
"พ่อกับแม่หนูบ้างานทั้งคู่
ขนาดแม่คลอดหนูออกมาแล้วยังไม่ได้จัดงานแต่งงานกันเลย
คุณยายโมโหเลยตั้งชื่อประชดน่ะค่ะ พ่อกับแม่ก็ดันชอบใจซะอีก"
เด็กสาวเกาหัว "ฟังแล้วเหมือนชื่อลูกเมียน้อยยังไงก็ไม่รู้"
"ไม่หรอกครับ" พี่พุดหัวเราะ "ชื่อน่ารักออก
คำไทยฟังแล้วก็เข้าใจความหมายเลย แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาสะกดแบบชื่อพี่ด้วย"
เผอิญเพื่อนๆที่โรงเรียนเก่าหนูไม่คิดแบบนั้นน่ะสิคะ
รัมคิดในใจ "พี่น้องหนูก็ชื่อคล้ายๆกันหมดเลยค่ะ ปักใจ ปั้นฝัน ปานสิงห์"
"ครอบครัวตัวป.สินะครับ"
"เป็นครอบครัวขี้เหล้าด้วยค่ะ" ปันรักหัวเราะหึๆอีกที "มีรัม จิน ไวน์ แล้วก็เบียร์ เอ้อ พี่พุดมีพี่น้องไหมคะ"
โอ๊ย คุยเรื่องครอบครัวทีไรเธอพล่ามยาวทุกที ดีนะเนี่ยที่นึกขึ้นมาได้ว่าต้องสัมภาษณ์ด้วย
"มีครับ มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อ โมก"
ได้ยินแบบนั้นรัมก็พยักหน้า "อ๋อ...ครอบครัวต้นไม้"
"ครับ" พี่พุดยิ้มรับ แต่เพราะรัมมัวแต่จดข้อมูลอยู่จึงไม่ได้สังเกตว่ารอยยิ้มของเขาแฝงความเศร้าไว้ด้วย
อืม...แล้วจะถามอะไรต่อดีนะ?
"แล้วพี่พุดมีงานอดิเรก..."
รัมเริ่มพูดก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย
งานอดิเรกของพี่พุดก็น่าจะถ่ายรูปนี่เนอะ "...อย่างอื่น
นอกจากถ่ายรูปไหมคะ"
โอเค...อย่างน้อยก็ต่อประโยคได้จนจบ...
"...อืม...นอกจากถ่ายรูปแล้วพี่ก็ชอบอ่านหนังสือแล้วก็ฟังเพลงครับ"
เขาตอบยิ้มๆ สงสัยว่าจะสังเกตเห็นท่าทางเหวอๆของรัมได้
"เพลงร็อค?"
"เปล่าครับ" พี่พุดหัวเราะ "พี่ฟังพวก Classic, Pop แล้วก็New Ageครับ"
ไม่ใช่Rockเหรอเนี่ย รัมคิดในใจ
ก็ดูจากภายนอกพี่พุดออกจะเหมือนนักดนตรีร็อคจะตาย
สงสัยพี่พุดจะตัดสินจากภายนอกไม่ได้ซะแล้วละมั้ง
"แล้วมีของใครที่ชอบเป็นพิเศษไหมคะ"
"พี่ฟังได้เรื่อยๆครับ" พี่พุดตอบ
"บางทีก็ฟังไม่ได้ดูชื่อคนแต่งหรือชื่อเพลงเหมือนกัน จำได้แต่ทำนอง
พวกเพลง Classic บางทีก็จำชื่อยาก"
รัมเห็นด้วย เพลง Classic
หลายๆเพลงไม่มีการตั้งชื่อเป็นพิเศษ
แล้วเธอก็ไม่ได้มานั่งจ้องหน้าจอเอ็มพีสามตอนที่ฟัง
หลายเพลงก็จำได้แต่ทำนองเหมือนกัน
"แล้วพี่พุดเล่นดนตรีไหมคะ"
"เล่นครับ พี่เล่นกีตาร์คลาสสิค"
...นึกภาพ...ไม่ค่อยออกแฮะ รัมคิดในใจ ถ้าให้เธอนึกภาพพี่พุดเล่นดนตรี ยังไงก็ยังนึกถึงร็อคอยู่ดี...
"อืม...แล้วเล่นยากไหมคะ กีตาร์"
"พี่ว่าไม่ยากนะครับ อยู่ที่การฝึกด้วย ช่วงที่พี่บ้าเล่นก็ฝึกเยอะเหมือนกัน"
รัมพยักหน้า "เอ่อ หนูขอดูมือพี่หน่อยได้ไหมคะ"
พี่พุดมีท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย
แต่เขาก็ยอมยื่นมือให้แต่โดยดี มือของเขาใหญ่
แต่ว่า...ก็คงเป็นขนาดปกติของผู้ชายตัวสูงขนาดนี้ละมั้ง
"พี่เล่นกีตาร์แบบ Finger picking น่ะครับ เลยไว้เล็บ"
เขาอธิบายเมื่อเห็นว่ารัมจ้องเล็บของเขานานเป็นพิเศษ
แต่มันก็แปลกจริงๆแหละ ผู้ชายที่ไหนเขาจะไว้เล็บ...ไม่สิ
ผู้ชายที่ไหนเขาจะไว้เล็บแค่มือเดียว
"เป็นยังไงเหรอคะ"
"ก็ เวลาเล่นกีตาร์บางคนเขาจะใช้ปิ๊ก...น้องรัมรู้จักปิ๊กใช่ไหมครับ"
"แผ่นพลาสติกเล็กๆใช่ไหมคะ"
"ครับ ของพี่จะใช้เล็บดีดแทนปิ๊กน่ะครับ เลยเรียกว่า
Finger picking น้องรัมลองเสิร์ชวีดีโอในYoutubeก็ได้ มีเยอะเลยละครับ"
รัมพยักหน้าให้กับความรู้ใหม่ที่ได้รับพลางคิดว่าคืนนี้จะลองกลับไปเสิร์ชดู
"เอ้อ แล้วน้องรัมเล่นดนตรีรึเปล่าครับ"
"เคยเล่นเปียโนกับระนาดค่ะ" รัมตอบ
น่าแปลกที่คราวนี้เธอพุดถึงเรื่องเปียโนได้สบายๆ
ไม่ยักจะรู้สึกอึดอัดเหมือนอย่างเคย "แต่ว่านิ้วหนูเจ็บนิดหน่อย
ก็เลยเลิกเล่นเปียโนไป แต่ว่าเมื่อกี้ตอนสัมภาษณ์ครูมิว
เขาก็แนะนำให้ลองเล่นพวกเครื่องตีดู
หนูก็กะว่าถ้าเข้าได้จะให้ครูมิวช่วยสอน vibraphone ให้น่ะค่ะ"
"Vibraphone?"
"เป็นเครื่องตีคล้ายๆระนาดน่ะค่ะ แต่เป็นคีย์แบบเปียโน
พี่พุดลองดูใน Youtube สิคะ หนูชอบคลิบที่เขาตีเพลงAutumn leaves
น่ารักดีค่ะ"
"ไว้พี่จะดูนะครับ" พี่พุดยิ้ม "ดีแล้วแหละ เล่นดนตรีสนุกดี แล้วก็ผ่อนคลายด้วย"
รัมพยักหน้า ชักจะรู้สึกถูกชะตากับพี่พุดมากขึ้น
"ครูมิวเขาก็ใจดีด้วยแหละค่ะ ไม่งั้นหนูไม่กล้าพูดหรอก"
"เหรอครับ"
รัมกระพริบตา ท่าทางพี่พุดจะไม่ค่อยรู้จักกับครูมิวแฮะ ถ้าอย่างงั้น... "พี่พุดทำงานที่โรงเรียนนานรึยังคะ"
"ไม่นานเท่าไหร่ครับ ยังไม่ถึงปีเลย พี่เข้ามาตอนช่วงใกล้ๆกีฬาสี"
"สนุกไหมคะ"
"ครับ?"
"กีฬาสีน่ะค่ะ เขามีแข่งอะไรบ้างเหรอคะ"
"อืม..." พี่พุดนิ่งคิด
ไม่ใช่ว่าเขาพยายามนึกว่ามีกีฬาอะไรบ้าง
แต่เหมือนกับเลือกไม่ถุกว่าจะพูดอันไหนดีมากกว่า
"ก็มี...ว่ายน้ำ...วิ่งวิบาด มวยทะเล.."
"มวยเหรอคะ!" รัมขัดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"ครับ แข่งมวยทะเล" ท่าทางพี่พุดจะประหลาดใจเล็กน้อย ก็แหงอยู่ ใครจะคิดล่ะว่าเด็กผู้หญิงอย่างรัมจะบ้ามวย
...บ้ามากๆเลยด้วยแหละ...
"แล้วเขาให้ผู้หญิงลงแข่งด้วยรึเปล่าคะ"
"ให้สิครับ สนุกน่าดูเลย" พี่พุดเริ่มขำกับท่าทางของเด็กสาวที่คุยหน้านิ่งๆมาตลอด จู่ๆก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน
"ว้าว" เด็กสาวรู้สึกหัวใจเต้นแรง สุดยอด!
โรงเรียนนี้มีแข่งมวยด้วยเหรอเนี่ย ถึงจะเป็นมวยทะเลที่ไม่ได้ใช้ขาเตะ
ตีเข่าหรือว่าถีบ แต่แค่มันเป็น มวย รัมก็ตื่นเต้นแล้ว
"ถ้าปีหน้ามีแข่งอีก พี่ว่าน้องรัมต้องสมัครเป็นคนแรกแน่ๆเลย"
"แน่นอนค่ะ" รัมยิ้มเย็นๆ แต่ดวงตากลับเหมือนมีไฟลุกอยู่ข้างในเพราะความตื่นเต้น
"ดีนะครับ ครั้งที่แล้วน่ะสนุกมากเลย ถ้าน้องรัมลงแข่งนะ
ไว้พี่จะไปเชียร์แน่นอน แล้วก็จะไปถ่ายรูปให้ด้วย" พี่พุดพูดพลางขยิบตาให้
"อ่า...ค่ะ" เธอพยักหน้าเขินๆ สีชมพูอ่อนๆไล่ขึ้นมาตามพวงแก้ม "เอ้อ...แล้วพี่พุดชอบเล่นกีฬารึเปล่าคะ"
"อืม...พี่ออกกำลังกายมากกว่าครับ
ไม่ค่อยรู้เรื่องกีฬาที่เป็นเกมแข่งขันเท่าไหร่ อย่างพวกกระโดดเชือก
จ็อกกิ้งอะไรแบบนี้"
รัมพยักหน้าพลางจดข้อมูลลงไปเพิ่ม
ได้เยอะแล้วเหมือนกันนะเนี่ย
อันที่จริงการสัมภาษณ์พี่พุดเนี่ยแหละที่ราบรื่นแล้วก็ได้ข้อมูลเยอะที่สุด
จะว่าไป...พูดถึงสัมภาษณ์
"เอ้อ หนูขอนอกเรื่องซักนิดนึงนะคะ พี่รู้จักพี่นิมมานไหมคะ"
"อืม...นักเรียนเหรอครับ"
"ค่ะ นักเรียนที่นี่แหละค่ะ ชื่อเล่นชื่อพี่กี้ พี่รู้ไหมคะว่าพี่เขาเป็นคนยังไง"
"อ่อ น้องกี้...น้องเขาก็เป็นคนสุภาพเรียบร้อยดีนะครับ"
ตึ๊ง!ประโยคแรกก็ไม่ใช่แล้ว สงสัยต้องเป็นคนละกี้แหงๆ
"พี่กี้ที่เป็นผู้ชายนะคะ"
"ครับ" พี่พุดพยักหน้า ท่าทางเหมือนจะกลั้นยิ้มไว้ "ในโรงเรียนก็มีแค่กี้เดียวเนี่ยแหละครับ"
มีแค่กี้เดียว!
งั้น...ไอ้นายหัวเกรียนตาขวางที่เธอไปคุยอยู่ด้วยตั้งนานมันใครกันล่ะ
เดี๋ยวก่อน...แต่ว่าถ้าพูดแบบนั้น...ที่พอจะนึกได้ก็ต้องพี่กี้ตอนหลังจาก
โดนเธอฟาดหน้าหงายไปแล้ว... นี่มันยังไงกันเนี่ย
"ตอนกีฬาสีเขาก็ลงแข่งมวยทะเลด้วยนะครับ"
โห...แต่ก็ไม่แปลกเท่าไหร่นะ
"แล้วก็วิ่งวิบากด้วย"
อ่าฮะ
"แล้วก็เป็นหลีดด้วยครับ"
น่าเสียดายจริงๆที่เกิดช้าไปปีนึงเนี่ย! อยากจะเห็นนักเชียวว่าพี่แกจะเป็นยังไงตอนเต้นหลีด
รัมคิดอย่างเสียดายปนๆเจ็บใจ "มวยทะเลนี่...เขาไม่มีผสมชายหญิงใช่ไหมคะ พี่พุด"
คำถามที่ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะก๊าก "ไม่มีหรอกครับ
น้องรัมแล้วก็มีไม่ได้หรอก
เด็กผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องทะนุถนอมนะครับ
ไม่มีผู้ชายดีๆคนไหนเขาชกผู้หญิงกันหรอก"
รัมพยักหน้าอย่างเสียดายและท่าทางจะแสดงความเสียดายออกมาชัดเกินไปจนพี่พุดต้องเอ่ยถาม
"ทะเลาะกับน้องกี้มาเหรอครับ"
รัมสะดุ้งพลางปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นปกติ
"อ๋อ...มีเรื่องกัน....นิดหน่อยน่ะค่ะ"
โชคดีที่พี่พุดไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้นอีกและทั้งคู่ก็วนมาจนถึงหน้าโรง
อาหารเข้าพอดี
"พี่พุด ขอบคุณมากนะคะ" รัมเก็บสมุดลงกระเป๋าแล้วก็ยกมือไหว้
"ไม่เป็นไรหรอกครับ
ถ้าจะขอบคุณละก็ช่วยยิ้มสวยๆให้พี่ถ่ายรูปไว้ซักใบได้ไหมครับ"
เขาพูดพลางหยิบกล้องที่ห้อยคอขึ้นมา
รัมรู้สึกเขินๆเล็กน้อยตอนที่พี่พุดกดชัดเตอร์
"ขอบคุณนะครับ ไว้พี่จะอัดรูปไปให้"
"ค่ะ ขอบคุณมากค่ะพี่พุด"
กว่าที่รัมจะคิดได้ว่าการที่พี่พุดจะอัดรูปให้เธอได้เธอจะต้องกลายเป็นนัก
เรียนของโรงเรียนลูกบาศก์ไปแล้วนั้น
พี่พุดก็เดินเลี้ยวหายไปทางตึกเรียนแล้ว
แต่จะให้เดินกลับไปบอกอีเมลล์ให้เขาส่งรูปไปให้ก็จะน่าเกลียดเกินไปหน่อย
เอาเถอะ...ถือซะว่าเป็นคำอวยพรให้สอบเข้าได้แล้วกัน
**************
เหยื่อรายที่ 4 "นักเรียนรุ่นแรก" (หญิง)
เอาล่ะ ในที่สุดก็ได้เดินมาชมศาลาริมทะเลซักที รัมคิดในใจขณะที่สูดอากาศของทะเลอย่างมีความสุข เธอปีนลงไปที่ท่าน้ำแล้วเอามือจุ่มน้ำทะเลเล่น ไว้คราวหลังจะมานั่งห้อยขาเล่นนะ เด็กสาวคิดในใจ เธอไม่รังเกียจลมที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวของทะเล ถึงมันจะทำให้เหนียวตัวทีหลัง แต่ก็เย็นสบายดีจริงๆ
น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ซักคนแฮะ รัมคิดขณะมองดูนาฬิกา บ่ายโมงห้าสิบห้า นี่ถ้าหากเธอหาพี่ผู้หญิงซักคนสัมภาษณ์ได้ตอนนี้เลยละก็ เด็กสาวก็พอมีเวลาจะเดินเล่นโต๋เต๋อีกนิดหน่อยก่อนไปซื้อของด้วยซ้ำ
อื้ม ถ้าอย่างงั้นก็ต้องรีบหน่อยแล้ว
รัมกำลังคิดอยู่อย่างนั้นพอดี ตอนที่เธอกำลังเดินบันไดกลับขึ้นไปบนศาลาแล้วก็สังเกตเห็นเด็กผู้หญิงคน หนึ่งที่กำลังเดินตรงมา เข็มกลัดที่หน้าอกเป็นประกายวับเข้าตา
นั่นมันรุ่นพี่ผู้หญิงนี่!
รัมตาวาวเหมือนเห็นเงินตกอยู่ซักสามพัน เธอรีบวิ่งขึ้นไปบนศาลา หัวใจเต้นรัวด้วยความดีใจ
แต่ท่าทางจะดีใจเกินเหตุไปหน่อยเพราะพี่คนนั้นสะดุ้งเฮือก หน้าซีดเผือด
"ขะ...ขอโทษค่ะ"
นั่นเป็นคำแรกที่ได้ยินจากพี่ลัลน์ลลิต (ชื่อสะกดยากอีกคนแล้ว) และก็เกือบจะเป็นคำสุดท้ายแล้ว เพราะเธอหันหลังขวับแล้วก็เริ่มเดินหนี
"อ้าว" รัมงง แต่เธอก็รีบเดินตาม สงสัยพี่ผู้หญิงคนนั้นคงจะเข้าใจอะไรผิดซักอย่าง "เดี๋ยวก่อนสิคะ"
แต่พี่คนนั้นไม่ตอบซ้ำยังรีบเดินเร็วขึ้นไปอีก ทำเอารัมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ แต่อย่างเธอมีหรือจะปล่อยเหยื่อที่เห็นอยู่ตรงหน้าไปได้ เด็กสาววิ่งตามทันทีและนั่นยิ่งทำให้ "เหยื่อ" ของเธอเสียขวัญกว่าเดิม
ถ้าใครเห็นเข้าคงคิดว่าบ้าพิลึก เมื่ออยู่ดีๆปรากฏร่างของนักเรียนคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนี"อะไรบางอย่าง"จาก ศาลาริมน้ำสุดชีวิต ขณะที่"อะไรบางอย่าง"ในชุดคอซองมัธยมต้นนั่นก็กำลังใส่เกียร์สปีดไล่กวดเต็ม ที่เหมือนกัน
จนกระทั่งทั้งคู่วิ่งมาถึงสนามฟุตบอล รัมก็เร่งฝีเท้าให้เร็วมากพอที่จะกระโดดคว้าแขนรุ่นพี่ไว้ได้ พี่ผู้หญิงคนนั้นถึงกับเซตามแรงคว้าเลยทีเดียว
"จะ..." รัมหอบแฮ่ก "จะ...วิ่งหนี...ทำไม...คะ"
"ขอ...ขอโทษค่ะ"
เด็กสาวส่ายหน้า "เอาแต่พูดขอโทษๆ จะได้สัมภาษณ์กันไหมคะเนี่ย"
เป็นคำพูดที่ทำให้รุ่นพี่มีปฏิกิริยาอย่างเด่นชัด เธอหน้าซีดลงไปอีก "สัมภาษณ์ ฉ....ฉันคงจะทำไม่ได้หรอกค่ะ"
"ทำไมจะทำไม่ได้ละคะ"
คำถามนั้นทำให้รุ่นพี่ผู้แสนบอบบางผู้นี้สะดุ้งเฮือก จนรัมเองยังพลอยตกใจนึกว่าตัวเองพูดอะไรผิด แล้วเด็กสาวก็ถึงกับทำอะไรไม่ค่อยถูกเลยทีเดียว เมื่อเห็นหยาดน้ำใสๆเอ่อขึ้นมาคลอเบ้าพร้อมจะหยดออกจากดวงตาคู่โตขี้กังวล นั่นได้
"ขอโทษนะคะ" รัมรีบขอโทษอย่างรวดเร็ว "สงสัยหนูจะพูดเสียงดังไปหน่อย ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะคะ...แต่ว่าเรื่องสัมภาษณ์น่ะไม่รองแล้วจะรู้เหรอคะ" เธอพยายามหว่านล้อม "นะคะพี่ ถ้าหนูได้สัมภาษณ์พี่ก็ครบสี่คนพอดีเลย"
"ตะ...แต่ว่า..."
"ไม่ต้องมีต่งมีแต่อะไรแล้วค่ะ ไปนั่งใต้ต้นไม้ตรงนั้นเลย หนูจะไปซื้อน้ำมาให้" เด็กสาวออกคำสั่งก่อนจะวางข้าวของลงที่โคนต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายล้อมสนาม หญ้า โดยไม่ปล่อยให้ครู่กรณีสามารถอุทรณ์ได้อีก "ห้ามหนีนะคะ สัญญาแล้วนะ" รัมเน้นประโยคสุดท้ายเสียงเข้ม จนรุ่นพี่สะดุ้งเข้าอีกรอบ
เด็กสาวใช้เวลาระหว่างช่วงที่ซื้อน้ำที่โรงอาหารคิดคำถามเผื่อไปด้วย เอาอะไรดีนะ...หรือว่าจะคำถาม
แต่คิดไปคิดมารัมก็เริ่มวิตก เธอไปสั่งเขาให้นั่งรอซะเฉยๆ จะรอจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ อาจจะหนีไปก่อนแล้วก็ได้ ดูท่าทางพี่คนนี้ยิ่งเป็นคนแบบนั้นอยู่
แต่เมื่อเดินกลับมา รัมก็เห็นร่างบอบบางของรุ่นพี่ยังคงนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ที่เธอชี้ไว้ แม้จะมีสีหน้ากลัวๆ แต่ก็ยังคงนั่งอยู่ตามสัญญา(ข้างเดียว)ของเธอ
ก็ไม่ได้แย่นี่นา...
งั้นก็แนะนำตัวก่อนแล้วกัน
"หนูชื่อว่า ปันรัก พันธนศิลป์ ชื่อเล่นชื่อรัมค่ะ"
รุ่นพี่พยักหน้า "ค่ะ...พี่..."
รัมขมวดคิ้ว พี่แกพูดอะไรหว่า เมื่อกี้เธอมัวแต่ตั้งใจเขียนตัวเลข 14.00 น.มากเกินไป "อะไรนะคะ หนูไม่ค่อยได้ยิน"
"พี่...ฟอง"
โอ๊ย พี่แกก็ปกติดี ทำไมต้องทำเสียงเหมือนผู้หญิงใกล้ตายกำลังสั่งเสียด้วยวะ! รัมคิดในใจอย่างโมโหแต่ก็พยายามควบคุมอารมณ์ เอาน่ะๆ ให้โอกาสพี่แกอีกซักอีกที ว่าแล้วเด็กสาวก็พยายามฉีกยิ้ม...
ซึ่งท่าทางจะได้ผลตรงกันข้าม เพราะพี่สาวผู้บอบบางแกหลบสายตารัมทันที
และนั่นทำให้เด็กสาวปรอทแตก
"โอ๊ยยยย พี่คะ พูดเสียงดังๆหน่อยได้ไหมคะ หนูไม่ค่อยได้ยิน" รัมโพล่งออกมาด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังสะดุ้งเฮือก
"ขะ...ขอโทษ...ค่ะ" เสียงสั่นเทาหลุดออกจากริมฝีปากบางนั้น แต่มันไม่ทำให้คนฟังยกโทษให้ผู้พูดแม้แต่น้อย
"หยุดพูดขอโทษแล้วเริ่มคุยกันจริงๆจังๆซักทีได้ไหมคะ" รัมแหวใส่ ด้วยเสียงที...เบาลงมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าพี่สาวตรงหน้ามีท่าทางหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอรู้สึกเหมือนเห็นกวางที่บาดเจ็บยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าและเธอก็พึ่งตะคอก มันจนขวัญบิน ไม่ได้ๆๆ ต้องใช้ไม้อ่อนกว่านี้ "ขอโทษนะคะ พี่ คือหนูคงเครียดไปหน่อย"
เป็นคำพูดที่รัมตั้งใจจะใช้อธิบายความรู้สึกของตัวเอง แต่เหมือนพี่แกจะได้ผลตรงกันข้ามอีกแล้ว เพราะเธอก้มหน้าหงุด น้ำตาเริ่มจะเอ่อล้นออกจากขอบตา
อ๊ายยย นี่มันอะไรกันเนี่ย รัมกรีดร้องในใจเพราะรู้ดีว่าถ้าขืนร้องออกมานอกใจละก็ แม่พี่กวางตรงนี้คงยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก เหตุผล ปันรักเอ๊ย มีเหตุผลหน่อย "คือว่า...หนูไม่ได้จะว่าพี่นะคะ" รัมพูดเสียงเอาการเอางานและพยายามซ่อนความหงุดหงิดเอาไว้ "คือ...หนูแค่อยากจะ..."
เผาะ... น้ำตาหยดแรกไหลออกจากขอบตาลงมาที่แก้มนวล รัมอ้าปากค้างไปนิดๆ ให้ตายเหอะผู้หญิงคนนี้ น้องชายคนสุดท้องเธอยังไม่อ่อนขนาดนี้เลยนะเนี่ย
และนั่นทำให้รัมเม้มปากแน่น...วางสมุดกับดินสอลง ลุกขึ้นคุกเข่าและคว้ามือของพี่ผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา
มือไม่เล็กมาก แต่ว่าบอบบางขนานแท้เลย
รัมจ้องหน้าคุณพี่นิ่งๆ สายตาราบเรียบ แทบจะไม่สื่ออารมณ์ แต่อาศัยแรงบีบมือสื่อความรู้สึกแทน
"พี่ชอบโรงเรียนนี้ไหมคะ"
พี่ผู้หญิงคนนั้นมองรัมอย่างตกใจ แต่เธอก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา
"หนูชอบมากนะคะ" รัมพูดเสียงจริงจัง "มันต่างจากโรงเรียนเก่าหนูมากและหนูอยากมาเรียนที่นี่" เธอจ้องหน้าพี่เขาและพยายามสื่อความรู้สึกออกไปให้ "ดังนั้นหนูอาจจะเครียดไปบ้าง แต่มันเป็นเพราะหนูอยากจะเข้าที่นี่จริงๆ ถ้าหนูพูดจารุนแรงเกินไป หนูขอโทษค่ะ"
ทั้งคู่นิ่งอยู่ท่านั้นครู่ใหญ่ คนนอกเห็นคงคิดว่าสองคนนี้กำลังทำสมาธิส่งพลังจักรวาลอะไรกัน
"พี่...พี่ก็ชอบค่ะ" พี่สาวคนนั้นก็เริ่มพูด...ในที่สุด "แต่...แต่พี่ไม่กล้า...ให้น้องสัมภาษณ์ พี่กลัว...ตอบได้ไม่ดี...แล้ว แล้วจะทำให้น้องผิดหวัง"
รัมบีบมือรุ่นพี่แน่นขึ้น "แต่หนูอยากสัมภาษณ์พี่นะคะ"
ดวงตาสีดำที่เต็มไปด้วยความกังวลอยู่เมื่อครู่เป็นประกายวาวขึ้น
"แต่..."
"...ไม่มีแต่ค่ะ" รัมพูดเสียงดุ "หนู จะ สัม ภาษณ์ พี่ และไม่ยอมให้พี่ถอนตัวด้วย"
พี่สาวอ้าปากค้าง แต่รัมก็บีบมือเธออีก
"เพราะฉะนั้น...เรามาพยายามด้วยกันนะคะ" รัมยิ้มให้กำลังใจเธอ และรอยยิ้มที่ได้รับกลับมาบ่งบอกว่าการให้กำลังใจครั้งนี้สำเร็จ เมื่อเห็นแบบนั้นเด็กสาวก็สูดหายใจเข้าลึกๆ "งั้นเริ่มจากข้อแรก...พี่ชื่ออะไรนะคะ"
พี่สาวคนนั้นส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ
"พี่ชื่อ...ลัลน์ลลิต ค่ะ...นามสกุล รุ้งสกุล ชื่อเล่นชื่อ ฟองคลื่น"
"ค่ะ...พี่ฟองคลื่น"
*********************************
เย็นนั้นหลังจากที่ได้ส่งใบสมัคร ออกจากโรงเรียน ซื้อโลชั่น และไปซื้อกับข้าวแล้ว รัมก็เดินสะโหลสะเหลกลับบ้าน
"พี่รัม สอบเป็นไงบ้าง" ไวน์ น้องสาวคนที่สามทักทันทีที่เธอโผล่หัวเข้าไปให้ทุกคนเห็น
รัมนิ่งพลางคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาทั้งวัน เหมือนมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เธอรู้สึกว่าใจเต้นแรงขึ้นนิดๆ
"สนุกดี" ตอบน้องสาวยิ้มๆ ก่อนที่จะล้มตัวนอนลงบนโซฟา
วันนี้เธอเหนื่อยมาก...แต่ก็สนุกมากจริงๆ
หวังว่าคงจะได้ไปที่นั่นอีก...ในฐานะนักเรียนนะ...
***************************************
